ในยุคที่แอนิเมชั่นของดิสนีย์ครองตลาดด้วยสูตรสำเร็จของเจ้าหญิงและเจ้าชายรูปงาม เชร็ค (Shrek) กลายเป็นลมหายใจสดชื่นที่กล้าตบหน้าสังคมด้วยความจริงที่ว่า ‘ความสวยความหล่อ’ ไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิต หนังเปิดตัวในปี 2001 ด้วยยักษ์เขียวขี้หงุดหงิดที่อยากอยู่คนเดียว แต่กลับต้องออกผจญภัยไปช่วยเจ้าหญิงให้กับลอร์ดจอมเตี้ย มันคือการหักล้างมายาคติของเทพนิยายอย่างมีชั้นเชิง และที่สำคัญ มันคือการ์ตูนที่ผู้ใหญ่สนุกเท่าเด็ก
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เชร็ค (Mike Myers) เป็นยักษ์สีเขียวที่ใช้ชีวิตอย่างสงบในหนองน้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งบรรดาตัวละครในเทพนิยายถูกเนรเทศมาที่บ้านของเขา ไม่ว่าจะเป็นหมาป่าใหญ่ใจร้าย ลูกหมูสามตัว หรือปีเตอร์แพนที่ดูหลงทาง เชร็คจึงต้องไปเจรจากับลอร์ดฟาร์ควอด (John Lithgow) เพื่อให้ได้ที่ดินคืน ลอร์ดฟาร์ควอดเสนอข้อแลกเปลี่ยน ให้เชร็คไปช่วยเจ้าหญิงฟีโอน่า (Cameron Diaz) จากมังกรพ่นไฟ แล้วจะคืนความสงบให้หนองน้ำ เชร็คออกเดินทางพร้อมกับลา (Eddie Murphy) สุดจ้อกแจ้กทั้งที่ไม่อยากให้ใครมายุ่ง ระหว่างทางพวกเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคและค้นพบว่าความจริงของเจ้าหญิงฟีโอน่านั้นซับซ้อนกว่าที่คิด
งานการแสดงและตัวละคร
หนึ่งในจุดเด่นของเชร็คคือการพากย์เสียงที่เต็มไปด้วยบุคลิก Mike Myers สร้างเสียงสำเนียงสก็อตให้เชร็คจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่ Eddie Murphy ในบทลาก็ปล่อยมุขไม่ยั้ง แต่ก็แฝงความน่ารักและภักดี ส่วน Cameron Diaz ถ่ายทอดฟีโอน่าได้ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนโยน โดยเฉพาะฉากต่อสู้ที่ทำลายภาพลักษณ์เจ้าหญิงอ่อนแอ John Lithgow ในบทลอร์ดฟาร์ควอดก็เล่นได้น่าขันสมเป็นวายร้ายที่ขี้ริ้วแต่บ้าอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างเชร็คและลาคือหัวใจของหนัง การโต้เถียงและมิตรภาพที่ค่อย ๆ ก่อตัวทำให้หนังมีอารมณ์ขันและความซาบซึ้งในเวลาเดียวกัน
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
Andrew Adamson และ Vicky Jenson กำกับหนังด้วยวิสัยทัศน์ที่กล้าล้อเลียนขนบของดิสนีย์อย่างแยบยล ภาพแอนิเมชั่นของ DreamWorks ในปี 2001 อาจไม่เนียนตาเท่าปัจจุบัน แต่ก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะการออกแบบตัวละครที่ดูไม่เหมือนใคร ฉากปราสาทมังกรและหนองน้ำของเชร็คมีรายละเอียดที่สร้างบรรยากาศได้ดี ดนตรีประกอบโดย Harry Gregson-Williams และ John Powell ช่วยขับเคลื่อนอารมณ์โดยไม่ยัดเยียด ขณะที่เพลงประกอบอย่าง I'm a Believer (Smash Mouth) และ Hallelujah (Rufus Wainwright) กลายเป็นเพลงฮิตที่ผูกพันกับหนังตลอดกาล
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการมองว่า เชร็ค เป็นหนังที่ก้าวข้ามคำว่า ‘แอนิเมชั่นเด็ก’ ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันพูดถึงการยอมรับตัวตนที่แท้จริงโดยไม่ต้องสวยหรือเพอร์เฟกต์ ฟีโอน่าที่กลายเป็นยักษ์ตอนกลางคืนคือสัญลักษณ์ของความไม่สมบูรณ์แบบที่มนุษย์ทุกคนมี ส่วนเชร็คที่เรียนรู้ที่จะเปิดใจแม้จะโดนตัดสินจากภายนอก คือบทเรียนเรื่องมิตรภาพและความรักที่เหนือรูปลักษณ์ นอกจากนี้หนังยังเต็มไปด้วยมุกเสียดสีสังคมและวัฒนธรรมป๊อปที่ผู้ใหญ่จะขำกลิ้ง ในขณะที่เด็ก ๆ ก็สนุกกับความตลกโปกฮาของลาและการผจญภัยสุดมันส์ มันคือหนังที่ดูได้ทุกวัยและทุกยุคสมัย
สรุป
<p>เชร็คคือการ์ตูนที่สนุก อบอุ่น และมีชั้นเชิงสมกับการเป็นตำนาน หากคุณยังไม่เคยดู นี่คือโอกาสดีที่จะได้เห็นว่าหนังแนวเทพนิยายที่กล้าแตกต่างเป็นอย่างไร และถ้าดูแล้วก็ถึงเวลากลับมาดูอีกครั้งเพื่อซึมซับมุกที่พลาดไป หนังเหมาะกับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะคนที่เบื่อหน่ายกับสูตรสำเร็จของนิยายเจ้าหญิง</p>
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +ล้อเลียนเทพนิยายคลาสสิกอย่างชาญฉลาด
- +พากย์เสียงทรงพลังจาก Mike Myers และ Eddie Murphy
- +เพลงประกอบที่ติดหูและเข้ากับเนื้อเรื่อง
- +แฝงสารเรื่องการยอมรับความแตกต่างที่ลึกซึ้ง
- +มุกตลกโดนใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่
👎 จุดด้อย
- −ภาพแอนิเมชั่นอาจดูเก่าเล็กน้อยตามมาตรฐานปัจจุบัน
- −บางมุกอ้างอิงวัฒนธรรมป๊อปอาจไม่เข้าถึงเด็กเล็ก
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เชร็ค (Shrek) ฉายครั้งแรกในปี 2001
ไมค์ ไมเยอร์ส (Mike Myers) เป็นผู้พากย์เสียงเชร็คในภาษาอังกฤษ โดยใช้สำเนียงสก็อต
เชร็คเป็นผลงานของ DreamWorks Animation
มี เชร็คมีทั้งหมด 4 ภาคหลัก และภาคแยกอย่าง 'เชร็คเดอะฮอลส์' (Shrek the Halls)
เพลงดังได้แก่ 'I'm a Believer' โดย Smash Mouth และ 'Hallelujah' โดย Rufus Wainwright